การเมืองลาว - นักเรียนตกเป็นนักโทษ 1139 วัน ตอน 2
คนลาวถูกหลอกว่าตัวเองจะได้เรียนและปฏบัติการเมือง ศัพท์ใหม่ของพี่น้องที่มำให้คนลาวตายใจทีละเล็กละน้อย ผู้ที่หวังผลประโยชน์ส่วนตัวก็เอียงไปตามระบอบการปกครองใหม่มีมากขึ้น คณะลาวรักชาติ ได้เซ็นต์สัญญาอนสัญญาโครงการการเมือง 18 ข้อ ให้ไพร่ฟ้าราษฏรเข้าใจว่า บ้านเมืองมีกฎหมายใหม่ มีขื้อมีแป แต่แล้วก็เป็นเพียงสิ่งลวงตาลวงใจ ทำให้คนลาวหลงไหล เสียงเพลงพี่น้องทำให้คนอ่อนตาม เพลิดเพลิน หรือ เรียกตามศัพท์ใหม่ว่า ลิ้นวรรณคดี เพลงลาวสมัยพระราชอาณาจักรลาว ถูกเรียกว่าเพลงปฏิกาล และห้ามร้องเป็นเวลากว่าสิบกว่าปี เพื่อให้ราษฎรตายใจ ข่าวการไปเยี่ยมเยียนเขตปลดปล่อย เมืองเวียงไซ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา ได้ออกเป็นทางการ ทางวิทยุก็แพร่กระจายทั่วพระราชอาณาจักรลาว คนลาวทั่วไปอ่อนช้อน ยินดีกับการเยี่ยมเยียนและการต้อนรับพระเจ้าแผ่นดินล้านช้าง พร้อมด้วยคณะพรรคคอมมิวนิสต์ลาว ได้วางเล่ห์กลสร้างความหลอกลวงให้ตายใจ และแผนการอันแนบเนียนที่สุด หลังจากนั้น นายพล นายพัน ส่วนมาก ก็หลงกลอุบาย คิดว่าถ้าได้ไปสัมนามาแล้ว จะได้กลับมาสร้างชาติ ไปเร็วก็จะได้กลับมาเร็ว ใครไปก่อนก็จะได้กลับมาก่อน ก็จะได้หน้าที่การงานดีกว่าคนอื่น บางคนหลงเชื่อสมัครไป กรมหลอกลวงไปสัมนาคือการปกครองระบอบใหม่ ส่งพวกสหายไปสัมนา เพื่อฝึกฝนตัวเองให้เป็นคนใหม่ ต้องตั้งอกตั้งใจรํ่าเรียนสำเร็จ เพื่อกลับมาพัฒนาประเทศชาติ เจ้านายหลายคน เจ้าเมือง เจ้าแขวง ถูกเชิญไปประชุม แต่แล้วเป็นการเชิญเอาไปขังไว้ จนถึงวันเขตปลดปล่อย ศูนย์สัมนาย้ายไปทั่วเมืองลาว แต่แล้วเป็นการเชิญเอาไปขังไว้ จนถึงวันเขตปลดปล่อย ตั้งแต่ทางเหนือจนถึงใต้ สุดแผ่นดินลาว ไม่มีใครรู้ชื่อของศูนย์ที่สัมนา เพราะแต่ละศูนย์ ถูกเรียกตามหมายเลขของศูนย์ เช่น 03 04 05 06 ค่ายบุญเหนือ ค่ายอู่ใต้ ดอนเตาถ่าน ดอนใสสะอาด และชื่อศูนย์ก็ไม่ได้อยู่ในแผนที่ แต่ศูนย์สัมนาที่ขังผู้นำ เจ้านายลาว นายพล นายพัน ส่วนมากอยู่เมืองเวียงไซ
และต่อมาการสัมนาก็ขยายตัวไป คล้ายกับโรคระบาด สัมนาตามบ้าน ตามท้องถิ่น กระทรวง ทบวง กรม โรงเรียน วัด ในแต่ละแขวง ไม่มีใครไปเยี่ยมเยียนศูนย์สัมนาได้ นอกจากบางคนที่มีสิทธิพิเศษของกลุ่มรักชาติ พวกลูกเมีย ต้องรอคอยพ่อ คอยแล้ว คอยเล่า จากเดือนเป็นปี จากปีเป็นสิบปี เข้าใจและหวังว่าในวันใด ผู้ที่ได้ไปสัมนาจะได้กลับมาสร้างสรรค์ประเทศ แม่บางคนก็พาลูกไปทรมาณในศูนย์สัมนา เมียเจ้านายส่วนมาก ไม่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกคนเดียว ขายบ้าน ขายเรือน ขายเครื่องใช้ และบางคนก็ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ เพื่อเลี้ยงลูก ส่วนลูกๆก็ประกอบในขั้นบ้านขั้นเมือง เพื่อเอาตัวรอดไปเข้าในการจัดตั้งต่างๆ ฟ้อนร้องรำทำเพลง ทำให้คนภายนอกเข้าใจว่า สดชื่น ดีใจ ในการครอบงำครอบครัว ถ้าถามถึงเรื่องของสามีหรือพ่อแม่ เธอก็จะตอบว่า สุดแล้วแต่ฟันธง ทุกคนกลายเป็นตัวประกัน ไม่ให้มี
พฤติการในการต่อต้าน ส่วนการสัมนาในเขตบ้าน ที่วัดวาอาราม โรงเรียน ส่วนมากจะพูดเรื่องเล่าทุกข์โจมตี 2 สมัย สมัยที่เมืองลาวที่เมืองขึ้นฝรั่งเศส และสมัยจักรพรรดิอเมริกา สัมนา ศัพท์ใหม่ที่พรรคประชาชนปฏิวัติลาว นำใช้เพื่อให้คนลาวตายใจ ความหมายของสัมนาของชาวตะวันตก เป็นการอบรม ศึกษาทางด้านวิชาการ หรือทางด้านศาสนา แต่สำหรับแนวลาวแล้ว สัมนาเป็นที่กักขังนักโทษการเมืองเพื่อล้างสมองให้หันไปนิยมระบบคอมมิวนิสต์ ผู้ที่ติเตียนก็จะถูกจับส่งไปสัมนา หรือไปขัง
พี่น้องพายปืนรอบบ้าน โดยอ้างว่าตัวเองถืออาวุธเพื่อรักษาความปลอดภัย สร้างความคุ้นเคยกับประชาชน โดยเฉพาะชนบท พ่อเฒ่า แก้ว พรมจันทน์ เป็นข้าราชการพลเกษียร กินเบี้ยบำนาญ อายุ 70 กว่าปี ชอบปลูกพืช ทำสวน แบบพื้นฐานคนลาว ผลผลิตผลไม้ของสวนอุดมสมบูรณ์ สัปรด มะม่วง ออกหมากออกผลมากจนได้เอามาขาย ท่านพ่อเฒ่า สอนว่าถ้าพวกอิสระถามหาซื้อผลไม้ ถ้าเห็นว่าพวกเขาไม่มีเงิน ให้เอาผลไม้ให้พวกเขากินเลย ด้วยพวกเขานั้นเป็นคนลาวเหมือนกัน พวกเขาก็คงจะอยากกิน ควรแบางปันให้พวกเขากินด้วย ซึ่งเราก็ได้ทำตามที่พ่อเฒ่าบอก และคุ้นเคยกับพวกพี่น้องที่เราเข้าใจว่าเป็นเพียงทหารยามบ้านหลายคน ตามบ้านก้มีการจัดตั้งใหม่ มีทหารบ้าน มีการจัดตั้งขั้นบ้าน ถึงขั้นแขวง ต่างคนต่างเฝ้าซึ่งกันและกัน ตามบ้านก็มีการขวนขวายออกไปร้องเรียก ขุดห้วย หนอง คลอง บึง อยู่วงการก็มีการสัมนาเป็นระยะ ผู้ใดไม่ฟังความการจัดตั้งหรือโต้เถียง ก็จะถูกจับไปสัมนา ไม่รู้ว่าอยู่ไหนกันแน่ ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้กลับมาหาครอบครัว ไม่รู้ว่าตายหรือยังมีชีวิตอยู่ การสัญจรไปมาไม่ได้เป็นไปตามใจชอบ ต้องขออณุญาต ประชาชนถูกควบคุม ต้องไปออกงาน ยามการจัดตั้งให้ออกงาน ทั้งๆที่บางครั้งก็ไม่เป็นประโยขน์ ไพร่ฟ้าราษฎรลาว กลัวถูกจับ กลัวถูกนำไปสัมนาในที่ห่างไกล ก็ปฎิบัติตามคำสั่ง และในที่สุดประชาชนพลเมือง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นายพล นายพัน ข้าราชการชั้นสูง ไปสัมนา ทิ้งลูกทิ้งเมีย พ่อแม่ ไว้ตามลำพัง นี่ละคือกลอุบายในการถอนอาวุธ ปลดคนออกจากหน้าที่ และล้มรัฐบาลพระราชอาณาจักรลาว เราขอเล่าเหตุการณ์ เพื่อให้คนกลุ่มน้อยถึงสาเหตุที่คนลาวจำนวนมาก ต้องหลบหนีไปขอลี้ภัยการเมือง แบบที่ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ สมัยก่อนมีแต่ชาวต่างด้าวไปอาศัยหากินอยู่ที่เมืองลาว ที่มีการเป็นอยู่แบบสะดวกสบาย
เหตุผลที่คนลาวจำนวนมากต้องเสี่ยงชีวิตกับการถูกยิง ถูกจับ พลัดพรากจากญาติพี่น้อง ถึงวันเวลาจะผ่านไป แต่ผู้ที่ตายก็ยังทุกข์ทรมาณไม่มีวันหวนคืนกลับมาได้ เราขอวิงวองให้วิญญาณของพวกเขา จงไปสู่สุขคติเถิด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น